[EBF] Celes J. Berminton :: Side story

posted on 02 Feb 2014 22:08 by train in EBF
This entry is part of ...
 

 

[เปิดเพลงเล่นระหว่างอ่านไปก็ได้นะครับ]

 

 

-----------------------------------------------------------

FIC EBF : ~ Side story Celes ~

 

“ Reminiscence ”

 

 

...กล่าวกันว่า........ยามเมื่อมนุษย์ใกล้จะจบชีวิตจากโลกใบนี้ไป....

...ความทรงจำทุกอย่างที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตนั้น....

ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว... ตราบเท่าที่ห้วงจิตสำนึกยังคงจดจำมัน สิ่งนั้นจะย้อนและหวนคืนมาให้เห็นในช่วงเวลาสุดท้าย ใกล้ตายของบุคคลนั้น..

 

.................................

............

 

เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังขึ้นกระทบโสตประสาทของร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีเข้มซึ่งบัดนี้ทั้งร่างเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบของเหลวสีแดงเข้ม มือหนาข้างหนึ่งจับดาบมั่นพลาดตวัดใบดาบคมสีเงินฟันสะพายแล่งใส่ร่างศัตรูเบื้องหน้า นัยน์ตาทั้งสองข้างเริ่มพร่าเลือนจากอาการเสียเลือด มืออีกข้างกำด้ามดาบพลางกดห้ามเลือดอยู่ที่แผลช่วงท้องโดยอัตโนมัติ บาดแผลจากกระสุนที่ยิงถากไปทำให้การเคลื่อนไหวของเขาเชื่องช้าลงกว่าเคย

ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูนพลางร้องคำรามอีกครั้งเมื่อปะทะเข้ากับพลทหารอีกคนหลังจากที่ผู้ปะทะคนก่อนหน้ากลายเป็นเพียงซากศพถูกเหยียบย่ำอยู่บนพื้นเสียแล้วกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทั่วบริเวณ...

ความสับสนของการปะทะอย่างไม่คาดคิดยังคงดำเนินต่อไป เสียงโลหะปะทะเสียดสีกันเป็นระยะพร้อมประกายวูบไหวสีเงิน  เจ้าของเรือนผมสีเข้มเริ่มถูกรุมล้อมมากขึ้นทุกขณะ นัยน์ตาสองสีกวาดมองรอบกายหวังจะหาทางถอยทัพออกจากสถานการณ์อันยากลำบากนี้ แต่นั่นก็ดูจะเป็นเพียงความหวังที่ริบหรี่เต็มที  คล้ายว่าเขาจะติดกับดักของศัตรูเสียแล้ว...ใครจะคาดคิดได้ว่าหลังจากได้กลับมาเหยียบแผ่นดินคราทอสอีกครั้ง จากที่ถูกมิติเวทแปรปรวนดูดหายเข้าไปหลงไปต่างมิติเสียนาน จะกลับออกมาแล้วพบเข้ากับทหารอากาศพอดิบพอดี

“ ยอมแพ้ซะ...นายอาจจะมีทางรอดมากกว่าสู้ต่อนะทหาร”

เสียงพูดคล้ายพยามข่มขวัญจากศัตรูดังขึ้น คำเอ่ยนั้นทำให้เขาต้องเขม่นสายตามองตอบ ร่างสูงไล่สายตากวาดมองศัตรูทีละคน รอบตัวร่างสูงถูกล้อมไปด้วยพลทหารต่างทัพสี่คน...สามคนยืนล้อมเขาไว้ ส่วนอีกหนึ่งเป็นหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิง ผู้ซึ่งยืนอยู่นอกวงเยื้องไปทางด้านหลัง  ท่าทางจะเป็นหัวหน้าของหน่วยย่อยชุดนี้

“ พจนานุกรมของผมไม่เคยมีคำนั้น...เพราะงั้น...เสียใจด้วย..!! ”

ร่างสูงเค้นเสียงจากลำคอตอบพลางก็เหยียดยิ้มเหี้ยมก่อนจะกระชับดาบคู่ใจในมือ  เลิกที่จะกดแผลห้ามเลือดตรงช่องท้องและกระโจนเข้าปะทะกับศัตรูที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ใบดาบสีเงินทำหน้าที่ของมันได้ดีเช่นเคย  คมดาบตวัดเข้าบั่นคอฝั่งตรงข้ามได้ในครั้งเดียวด้วยจากทั้งความคมผนวกรวมเข้ากับพละกำลังเหนือมนุษย์ของเขา

เสียงคำรามกู่ร้องราวสัตว์ป่าของชายหนุ่มดังก้องไปทั่วบริเวณพร้อมๆกับเสียงของโลหะที่ปะทะกันอย่างรุนแรง การประชันหน้าระหว่างสองฝ่ายเกิดขึ้นอีกครั้ง แม้ดูเหมือนเจ้าของเรือนผมสีเข้มจะเป็นคนเสียเปรียบมากกว่าก็ตาม ด้วยจำนวนสามต่อหนึ่ง อีกทั้งหนึ่งในสามนั้นตำแหน่งยศดูท่าจะเหนือกว่าเขาอยู่โข ไม่ว่าเป็นใครก็คงไม่อาจคิดได้ง่ายนักว่าจะรอดกลับไป...แต่อย่างน้อยเขาจะลากพวกมันลงนรกไปพร้อมกันให้ได้มากที่สุด!

เลือดสีแดงอุ่นสาดกระเซ็นทุกครั้งในยามที่ใบดาบคมกริบตวัดผ่ากายศัตรู เซเลสแลบเลียริมฝีปากแล้วแสยะยิ้มคล้ายสนุกสนานกับเรื่องราวตรงหน้าจนลืมความเจ็บปวดจากบาดแผลฉกรรจ์ไปสิ้น ดวงตาข้างที่เป็นสีแดงสดวาวโรจน์อย่างน่ากลัว มือหนาขยับพลิกดาบในมือข้างซ้ายขึ้นรับการปะทะ ส่วนดาบในมือข้างขวาก็ทำหน้าที่สังหารประสานกันเป็นอย่างดี เขานับหัวที่สองของศัตรูซึ่งสิ้นลมหายใจล้มลงก่อนจะหลบคมดาบจากด้านข้างได้อย่างหวุดหวิด ใบดาบที่เฉียดผ่านสีข้างไปเรียกเลือดซิบได้อีกแผล

ฉึก!!

ฉับพลันนั้นตัวของเขาก็สะบัดกระตุกจนเซไปด้านข้าง ความร้อนเข้าแผดเผาไปทั่วบริเวณไหล่ ก่อนจะกลายเป็นความชาจนต้องเผลอปล่อยด้ามดาบในมือข้างที่ถูกคมหอกสีดำทมิฬแทงจนทะลุ  ดาบคมปักลงบนพื้นดินอย่างสิ้นท่า

“ อั้ก! ”

เสียงร้องหลุดรอดจากริมฝีปากของผู้บาดเจ็บ ก่อนจะต้องรีบกัดฟันดีดตัวถอยออกมาเมื่อคมหอกนั้นถอนกลับไปราวกับมีชีวิต พลางก็ใช้ดาบที่เหลือเพียงเล่มเดียวปัดการโจมตีที่รุกไล่ใส่ไม่ยั้ง สติเริ่มเลือนลางจนยากที่จะมองหาต้นทางที่มาของคมหอกนั้น ทันใดนั้นที่หางตาก็เห็นเงาไหววูบของคมหอกพุ่งเข้าหาอีกครั้ง

ฉัวะ!!

ร่างสูงสะบัดผงะถอยและเสียหลักจนล้มลงบนพื้นดินดาบในมือร่วงหล่นลงข้างกันไม่ไกล  ลมหายใจเริ่มติดขัด แม้เขาจะเบี่ยงหลบจนพ้นจุดตายไปได้ทำให้คมหอกแหลมแทงทะลุเข้าสู่บริเวณเหนืออกซ้ายแทนที่จะเป็นตำแหน่งหัวใจของคนปกติทั่วไป แต่พิษของบาดแผลก็เล่นทำเอาเขาเจ็บปวดจนต้องล้มลง เครื่องแบบสีเข้มของกองทัพหลวงที่ดูน่าเกรงขามบัดนี้ถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานจากเลือดสดๆ ปากแผลเปิดกว้าง

สัญชาตญาณของชายหนุ่มกู่ร้องให้เร่งลุกขึ้นและหนีไปซะแต่เขาไม่อาจทำได้ดั่งใจคิด เรี่ยวแรงทั้งหมดคล้ายเหือดหายไปพร้อมกับของเหลวสีเข้มที่ทะลักออกจากบาดแผล นัยน์ตาสองสีหรี่ลงและเลือนลางเกินบังคับ เสียงหอบหายใจติดขัดดังขึ้นมากทุกขณะ เช่นเดียวกับเสียงฝีเท้าของมัจจุราชต่างทัพที่ใกล้เข้ามา

‘ มาได้แค่นี้...งั้นเหรอ... ’

ชายหนุ่มรำพึงถามในใจขณะยังนอนนิ่งอยู่ที่เดิม เลือดสีแดงฉานทะลักจากปากแผลย้อมผืนดินให้กลายเป็นสีเข้ม ทุกสิ่งรอบกายทั้งกลิ่นดินปืน กลิ่นคาวเลือด และเสียงต่างๆที่เข้ากระทบโสตประสาทเริ่มลอยห่างออกไป ดวงตาสองสีที่เคยเปิดกว้างค่อยๆปรือและปิดลงในที่สุด....

ทุกสิ่งคล้ายถูกสับสวิทช์ปิดลง ภาพเบื้องหน้าดับวูบกลายเป็นสีดำ ความเงียบสงบเข้ามาแทนที่

 

..................................................................

………………………………….

…………..

 

‘ นับจากตอนนั้นมันผ่านมากี่ปีกันแล้วนะ... ’

ท่ามกลางความคิดและสติอันเลือนราง คำถามที่ไม่มีใครตอบได้นอกจากตัวเขาเองกลับปรากฏขึ้นแจ่มชัด สายตาพร่ามัวมืดมนพยายามกลอกมองรอบๆหากแต่ไม่พบสิ่งใดนอกจากความมืด ห้วงภวังค์ที่คล้ายหลุดลอยไปไกลและย้อนถดถอยกลับไปสู่อดีตที่ผ่านไปแล้ว ถูกดึงกลับมาสู่ภาวะปัจจุบันอีกครั้ง

ดวงตาสองสีที่บัดนี้รูม่านตาดำกลับเรียวแคบลงตามแบบฉบับของสัตว์กินเนื้อสะท้อนแสงวูบไหวอย่างน่ากลัว นัยน์ตาคู่นั้นเบิกออกกว้างคล้ายสะดุ้งได้สติกะทันหัน พร้อมกันนั้นเองความเจ็บปวดรวดร้าวทั้งร่างก็เข้าจู่โจมสู่ร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากศพรอบบริเวณ

ร่างนั้นร้องคำรามโหยหวนด้วยความเจ็บปวดและทรุดลงบนพื้นเมื่อถูกคมหอกซัดแทงเข้าอีกครั้ง รอบกายมีร่างที่แยกเป็นส่วนๆกระจายอยู่โดยรอบ กรงเล็บยาวน่าหวาดเสียวกุม ‘บางอย่าง’ เอาไว้พร้อมสัมผัสได้ถึงหยาดหยดอุ่นเหนียวข้นคลั่กในอุ้งมือ

‘มัน’ ขยับหันศีรษะใบหน้ายาวตามแบบหมาป่าไปมองสิ่งนั้นให้เต็มตาก่อนจะปล่อยทิ้งลงบนพื้น... ศีรษะมนุษย์ที่มีดวงตาเหลือกถลนราวกับพบเจอความทรมานก่อนตายเป็นอย่างมากบนลำคอมีร่องรอยบาดแผลเหวอะหวะ จากการถูกฉีกกระชากออกจากลำตัวอย่างชัดเจน

‘ ที่นี่ ?... ’

เขาพยายามเอ่ยพูดแต่เสียงที่ได้รับกลับมามีเพียงเสียงคำรามครืดคราดในลำคอเท่านั้น ทำให้ชายหนุ่มรับรู้ว่าเขาก็คือ ’มัน’ …

‘ บ้าคลั่ง...ดิบเถื่อน....และไร้ความปราณี.. ไม่เคยเปลี่ยน.... ’

ฉึก!!

อีกครั้งที่คมหอกเสือกแทงจนแทบทะลุผ่านร่างกำยำนั้น

ลิ่มเลือดคั่งจากในกายทะลักสำรอกออกมาเมื่อถูกจู่โจมจากหญิงสาวเจ้าของผมสีแดงเพลิงเฉกเช่นเดียวกับชุดเครื่องแบบอีกครั้ง ร่างกายถูกบังคับให้กลับสู่สภาพมนุษย์ปกติอย่างสิ้นท่า ลมหายใจและชีพจรเริ่มเต้นอย่างอ่อนแรงลงทุกขณะ

‘ อย่างน้อย....หากจะต้องตายในวันนี้จริงๆ... ’

ร่างสูงรำพึงในใจ ริมฝีปากที่เลอะคราบเลือดของตนเหยียดยิ้มออกมา ผิวกายทั่วทั้งตัวเป็นรอยเหวอะหวะจากทั้งคมดาบและร่องรอยของการถูกแทงทะลุด้วยหอกหลายแห่ง ดูเหมือนแม้จะใช้พลังฟื้นตัวขณะแปลงกายก็ยังไม่อาจหยุดยั้งบาดแผลฉกรรจ์ได้ทั้งหมด บาดแผลโชกเลือดนั้นแทบนับไม่ถ้วน มือและเท้าของชายหนุ่มเริ่มชืดเย็นและไร้ความรู้สึกลงช้าๆราวกับเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าความตายกำลังรุกไล่เข้ามาหายใจรดต้นคอของเขา

‘ อย่างน้อยก็สามารถลากพวกต่างทัพไปลงนรกได้เช่นกัน.... ’

ห้วงความคิดเดิมปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์พร้อมกับดวงตาสองข้างที่ค่อยๆหรี่ปรือปิดลง ต้องขอบคุณสายเลือดที่สุดแสนน่ารังเกียจและน่าหวาดกลัวนี่ หลายครั้งที่เขาอยู่ในสภาวะเฉียดตาย สัญชาตญาณดิบในกายจะถูกปลุกขึ้นเพื่อที่จะปกป้องตนเอง จนกระทั่งมีหลายคนให้ความเห็นว่าราวกับเป็นสถานะ ‘บ้า