[AuFicVocaloid] Ice & Sun : Page 1

posted on 15 May 2009 21:38 by train in Fiction
Title : "Ice&Sun"

Len X KAITO

Rating : (ผมว่า) G! (อ่านได้ทุกคน)

Train's Talk : สวัสดีครับ ผมมาอัพแล้วนะ!? ตอนนี้เรื่องนี้ก็ค่อยๆกระเตื้องขึ้นทีละนิดครับ(ตามความขยันของผม แฮะๆ) ยังไงขอฝากเรื่องนี้ด้วยเน้อ 'w')/ ส่วนเพลงนั้นเลือกจะฟังหรือไม่ฟังก็ได้นะฮะ ^^ ไม่บังคับกัน ที่เอามาประกอบเพราะคิดว่าอาจช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่านให้มากขึ้นอีกนิดเท่านั้นเองฮะ แล้วผมว่าก็เพราะดีด้วย :3 

สุดท้ายนี้ ติชมได้ตามสะดวกเลยครับ <(_ _)>

 
Page 1



เมื่อบทเพลงสิ้นสุดลงผู้คนที่ราวกับต้องมนตราในเสียงทุ้มนุ่มนั้นเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะปรบมือให้แก่นักร้องเป็นรางวัล

ชายหนุ่มบนเวทียิ้มรับคำชมนั้นด้วยความเต็มใจ และเมื่อมีคนนำของมามอบให้ถึงขอบเวทีเขาก็เขินอายจนใบหน้าแดงก่ำ พร้อมโค้งขอบคุณเป็นการใหญ่จนผ้าพันคอสีฟ้าเข้มร่วงหลุดจากบ่าซึ่งเขาพันพาดเอาไว้แต่ไม่แน่นพอ เจ้าตัวจึงรีบลนลานคว้ามันขึ้นมาพันกลับดั่งเดิม

ภายใต้แสงสลัวของบาร์เหล้าเล็กๆแห่งนั้น ณ มุมหนึ่งซึ่งห่างไกลจากเวทีมีร่างของคนที่ดูแล้วไม่น่าจะผ่านเข้ามาใช้บริการในที่แห่งนี้ได้นั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟา ไม่ไกลกันนักมีบอดี้การ์ดผมสีม่วงยาวถึงสะโพกยืนอยู่อย่างเงียบเชียบ

เจ้าของร่างในชุดสูทสีดำดูภูมิฐานกำลังใช้ดวงตาสีฟ้าอมเขียวจ้องมองทุกอิริยาบทของฝ่ายที่ยืนอยู่บนเวทีท่ามกลางแสงไฟสาดส่องซึ่งตอนนี้กำลังจะเริ่มร้องเพลงอีกเพลงแล้ว

มือที่ถือแก้วเหล้าอยู่ในมือชะงักค้างไว้ไม่ได้ยกขึ้นดื่มเสียที อาจเพราะเขาถูกร่างบางๆนั้นดึงดูดความสนใจไปเสียหมดก็เป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงที่น่าหลงใหล เส้นผมสีน้ำเงินที่ดูอ่อนนุ่ม และกิริยาอาการที่ดูนอบน้อมจนบางทีแทบจะเรียกได้ว่ามากเกินไปด้วยซ้ำ

นักร้องหนุ่มที่น่าแปลกประหลาด เพราะคนคนนั้นสามารถทำให้เขามาเหยียบที่นี่ได้ถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มๆเลยทีเดียว...

เรียกได้ว่าเป็นที่น่าประหลาดใจทั้งตัวเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงนึกอยากจะมาเหยียบที่นี่ซ้ำติดกัน แม้บาร์แห่งนี้จะไม่ได้จัดว่าโลว์คลาส แต่ตามปกติแล้วเขามักจะชอบไปที่ที่หรูหรากว่านี้มากพร้อมกับมีสาวน้อยใหญ่มารุมล้อมเสมอๆ

"แหม~ แปลกใจจังนะไม่คิดว่า เร็น จะมาใช้บริการที่นี่เป็นคืนที่7ติดต่อกันได้"

เสียงค่อนข้างสูงดึงฝ่ายที่ถูกเรียกให้ออกจากภวังความคิดของตนเอง เด็กหนุ่มหันไปกลับมองทางต้นเสียงพร้อมกับแค่นยิ้มเล็กน้อยเมื่อถูกจิกกัด

"นั่นสินะครับคุณเมโกะ"

"โอ๊ยๆคุณเมโกะอะไรกัน ทีเมื่อก่อนละเรียกว่าเจ๊ พอขึ้นทำงานเป็นประธานไม่เท่าไหร่ก็ทำตัวห่างเหินซะแล้ว เจ๊ล่ะเสียใจ๊เสียใจ"

หญิงสาวผมสั้นสีน้ำตาลเข้มในชุดสีแดงเพลิงว่าพลางแกล้งตีหน้าโศกประชดประชันอีกฝ่าย แต่เด็กหนุ่มทำเป็นไม่สนใจกับคำพูดของอีกฝ่ายพลางยกแก้วเหล้าขึ้นกระดกเข้าปากอึกใหญ่ จนสาวขี้แกล้งแอบเซ็งเล็กน้อยที่อีกฝ่ายดันไม่มีปฏิกิริยาตอบรับตามคาดแล้วมองตามสายตาของเร็นไปยังร่างที่กำลังยืนถือไมค์ร้องเพลงด้วยความตั้งอกตั้งใจบนเวที

"เพราะใช่มั้ยล่ะ"

"ครับ?"

เร็นแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจในคำถามที่ละประธานของประโยคเอาไว้

"ชั้นถามว่าไคโตะน่ะ ร้องเพลงเพราะใช่มั้ยล่ะ? เร็นถึงได้ติดใจขนาดนี้"

อีกฝ่ายขยายความให้ก่อนจะพยักเพยิดหน้าไปยังบนเวทีซึ่งตอนนี้ผู้ที่โดนลากเข้ามาเป็นประเด็นในวงสนทนายังคงขับกล่อมบทเพลงให้แก่แขกเหรื่อในร้านได้ฟังกัน ชายผ้าพันคอสีน้ำเงินเข้มแกว่งไหวน้อยๆไปตามการขยับตัวออกท่าทางเล็กๆน้อยๆของเจ้าตัวตามจังหวะเพลงที่ออกจะช้า

"....ก็ใช่ครับที่ว่าร้องเพลงเพราะ แต่...."

"ไม่แปลกหรอก เพราะแขกประจำหลังๆของที่นี่ส่วนมากก็มาเพราะหลงใหลในเสียงของเจ้านั่นจริงๆนั่นล่ะ"

หญิงสาวเอ่ยขัดขึ้นมาก่อนโดยไม่ได้หันกลับมามองสีหน้าของเร็นที่ดูจะประหลาดใจไม่น้อยที่จู่ๆคุณเจ้าของร้านก็มาพูดถึงลูกจ้างหน้าใหม่คนนี้ให้เขาฟัง ... แม้เขาไม่อยากจะยอมรับก็เถอะว่าเขาสนใจในตัวนักร้องที่ชื่อไคโตะคนนี้จริงๆ.... เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจเงียบแล้วนิ่งฟังอีกฝ่ายกล่าวต่อไป

"เป็นคนที่แปลกมากนะ ทำให้ผู้คนที่อยู่ใกล้หรือได้ฟังเสียงแล้วรู้สึกอบอุ่น อ่อนโยนได้ขนาดนั้น ทั้งๆที่เจ้าตัวเป็นเด็กกำพร้าแท้ๆ..."

เด็กกำพร้า....งั้นเหรอ? เร็นนิ่งคิด

"แต่เอาเถอะ นายคงไม่อยากรู้เรื่องของหมอนั่นสักเท่าไหร่หรอก ถ้าเช่นนั้นชั้นขอตัวก่อนล่ะ ขอบคุณที่มาใช้บริการนะค่ะคุณเร็น~! "

จู่ๆอีกฝ่ายก็หยุดบทสนทนาเอาไว้พร้อมรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์ แล้วเดินสะบัดชายกระโปรงสีแดงเพลิงจากไปอย่างรวดเร็ว เร็นได้แต่อ้าปากค้างก่อนจะส่ายหน้าไปมาเพียงเบาๆก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นไม่รอให้เสียงเพลงนั้นจบก่อน

เขาควักแบงค์ออกมาวางไว้บนโต๊ะเป็นค่าเหล้าไปดื่มไปในคืนนี้ ก่อนจะหันไปเรียกอีกคนซึ่งยืนอยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง

"กลับกันเถอะกาคุโปะ พรุ่งนี้ที่บริษัทยังมีงานอีกมากให้เราต้องจัดการ"

"ครับ"

อีกฝ่ายตอบรับสั้นๆก่อนจะก้าวตามประกบเจ้านายซึ่งอ่อนวัยกว่าไปอย่างว่าง่าย

..................................
.......................
.........
....
..

ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ2สัปดาห์ก่อนหน้านี้

หลังจากที่เขาตัดสินใจประกาศตัวว่าขอรับมรดกจากพ่อและแม่มาดูแลด้วยตนเองในทันที ส่งผลให้ข่าวในสังคมถูกแพร่กระจายและเป็นที่จับตามองทันที

ไม่ว่าจะทั้งบุคคลภายนอกที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากนักก็สนใจเพียงแต่อยากจะดูว่าเด็กหนุ่มอายุ 19 ปีซึ่งยังไม่ถือว่าบรรลุนิติภาวะจะสามารถดูแลกิจการใหญ่โตของครอบครัวให้ไปรอดได้สักแค่ไหน

ส่วนบุคคลภายในนั้นไม่ว่าจะญาติคนไหนของเขาเมื่อได้รับรู้เรื่องราวแล้วส่วนมากจะตีสีหน้ากระด้างใส่เขาเพียงชั่วครู่ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้ราบเรียบอย่างรวดเร็ว เนื่องเพราะถ้าเด็กหนุ่มลงมากุมบังเหียนของบริษัทเอาไว้ในมือด้วยตนเองแล้ว พวกเขาก็หมดทางที่จะตักตวงผลประโยชน์จากการที่อาจจะได้เป็นผู้ดูแลกิจการไปให้เร็นก่อนจนกว่าเด็กหนุ่มจะอายุ 20 ปีบริบูรณ์ทันที

นับว่าเป็นโชคดีของเร็นที่เมื่อเปิดพินัยกรรมของพ่อและแม่ที่ได้ทำทิ้งเอาไว้ก่อนแล้วเผื่อในกรณีฉุกเฉิน ข้อความในพินัยกรรมระบุว่ายกทรัพย์สมบัติให้แก่เร็นเป็นผู้จัดการต่อไปเพียงผู้เดียว และถ้าหากเร็นยังไม่บรรลุนิติภาวะจะขอให้ เมกุริเนะ ลูกะ หญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นน้าของเร็น(หรือน้องสาวของแม่เร็น)เป็นผู้ดูแลจัดการทุกสิ่งเกี่ยวกับเร็นไปก่อน

ซึ่งเป็นการกระทำที่รอบคอบมาก เพราะน้าสาวนามลูกะคนนี้ เป็นหนึ่งในบรรดาญาติที่พ่อและแม่ของเร็นวางใจมากที่สุด ว่าจะไม่หวังสมบัติและสามารถดูแลเร็นได้เป็นอย่างดี ทันทีที่เร็นได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มจึงกลับไปขบคิดว่าจะทำอย่างไรต่อและได้เข้าพบน้าสาวเพื่อแจ้งความจำนงทันทีเนื่องจากเจ้าตัวเป็นหนึ่งในจำนวนญาติส่วนน้อยที่ไม่ได้มาร่วมในงานเปิดพินัยกรรมของพ่อแม่เขา

ภายในห้องทำงานส่วนตัวสไตล์ญี่ปุ่นของลูกะผู้เป็นอาจารย์สอนวิชาจัดดอกไม้และชงชา ยังคงเรียบร้อยเหมือนกับนิสัยของเจ้าตัวที่ค่อนข้างเจ้าระเบียบ รักความสะอาด หากแต่ไม่ใช่คนหัวเก่าจนมากเกินไปนักจึงมีของตกแต่งหลายชิ้นที่ผสมผสานกันระหว่างบรรยากาศคลาสสิคและโมเดิร์นได้อย่างลงตัววางอยู่ภายในห้อง

"น้าลูกะครับ ผมตัดสินใจจะดูแลบริษัทด้วยตัวเอง ขอความกรุณาน้าช่วยอนุญาตด้วยเถอะครับ"

เด็กหนุ่มก้มคำนับน้าเมื่อจบคำพูด ทำให้อีกฝ่ายตกใจจนต้องรีบเอ่ยว่า

"เงยหน้าขึ้นมาเถอะเร็น ยังไงน้าก็เคารพในการตัดสินใจของเธออยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องห่วง"

หญิงสาวเจ้าของเส้นผมสีชมพูลูกท้อเฉกเช่นเดียวกับแม่ของเขาเอ่ยขึ้นร้อมรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น และนั่นก็ทำให้เร็นโล่งใจไปเปราะนึงเพราะเมื่อได้รับคำอนุญาตจากผู้ปกครองโดยชอบธรรมอย่างน้าเขาแล้ว การไปร้องขอต่อศาลเพื่อให้ตนเองเสมือนบรรลุนิติภาวะด้วยการประกอบธุรกิจย่อมผ่านฉลุยแน่นอน

"ขอบคุณครับน้าลูกะ"

เขาเอ่ยขอบคุณจากใจจริง เพราะหญิงสาวตรงหน้าเป็นเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เขาไว้ใจและให้ความเคารพอย่างจริงใจ ในสมัยที่เขายังทำตัวแหลกเหลวก็มีแต่น้าคนนี้แหละที่เข้ามาพูดเตือนเขาไม่ให้หลงระเริงจนมากเกินไปโดยไม่สนว่าเขาจะฟังหรือไม่ก็ตาม ตักเตือนโดยใช้คำพูดที่หวังให้เขาคิดและไม่บังคับเขาจนรู้สึกอึดอัดมากเกินไป นั่นคือจุดที่ทำให้เขารู้สึกชอบผู้ใหญ่คนนี้

"ไม่เป็นไรจ๊ะ ดีเสียอีกขืนเร็นมาบอกให้น้าไปช่วยดูแลให้ล่ะก็บริษัทล่มจมแหงๆ ดูน้าสิ มีความรู้ด้านการบริหารกับเขาที่ไหน วันๆก็ได้แต่จัดดอกไม้และชงชาเท่านั้นแหละ"

พูดพลางก็ทำหน้าขึงขังเห็นด้วยกับคำพูดของตนอย่างที่สุด จนทำให้เด็กหนุ่มอดจะขำกับท่าทีของน้าสาวไม่ได้ แต่แล้วหญิงสาวในชุดกิโมโนเบื้องหน้าเขาก็พลันเอ่ยอีกประโยคตามมาซึ่งส่งผลให้บรรยากาศของบทสนทนาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

"แต่อย่าลืมนะเร็น ว่าการที่ตัดสินใจแบบนี้จะมีเรื่องราวยุ่งยากมากมายรอเร็นอยู่"

"...ผมเข้าใจ และพร้อมจะรับมือกับผลที่จะตามมาแล้วครับ"

เด็กหนุ่มซึ่งมีบรรยากาศเคร่งเครียดขึ้นทันตากล่าวอย่างช้าๆพร้อมด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยยากจะอ่านความรู้สึกลึกๆลงไป ลูกะนิ่งมองใบหน้าที่ราวกับรูปสลักนั้นของหลานชายสักพักก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วพยักหน้า

"ถ้าอย่างนั้นล่ะก็ น้าขออวยพรให้เร็นโชคดีจ๊ะ แล้วก็มีอะไรมาปรึกษาน้าได้ทุกเมื่อนะ เร็น.."

เสียงเรียกชื่อในท้ายประโยคนั้นดูคล้ายจะก้องกังวานเกาะกุมใจเด็กหนุ่ม ด้วยน้ำเสียงนั้นช่างคล้ายกับมารดาของเขาเหลือเกิน แต่เขาก็ทำเพียงพยักหน้าแล้วขอตัวจากไปทันทีเพื่อดำเนินการทางกฏหมายต่อ ทิ้งให้อีกฝ่ายซึ่งยังคงนั่งอยู่ที่เดิมมองแผ่นหลังของหลานชายที่ดูจะกว้างใหญ่กว่าแต่ก่อนขึ้นมาก ค่อยๆลับสายตาไป

"พี่คะ....ลูกชายของพี่เติบโตขึ้นมากแล้วนะคะ..."

ลูกะเอ่ยเสียงแผ่วพลางหันไปมองกรอบรูปที่ติดอยู่ข้างฝา ดวงตาสีเขียวน้ำทะเลจับจ้องรูปนั้นด้วยแววตาที่อ่อนโยน

..................................
.......................
.........
....
..


นิ้วมือเรียวเปิดพลิกหน้ากระดาษอ่านข้อความในนั้นไปเรื่อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ที่นั่งหน้าซีดรออยู่ราวกับรอคำสั่งประหารก็มิปานเมื่ออ่านรายละเอียดทุกอย่างในแฟ้มจบสิ้นลงแล้ว พนักงานหนุ่มผู้นำโปรเจคใหม่มาเสนอให้แก่ท่านประธานคนใหม่พิจารณาห่อไหล่จนตัวแทบจะลีบติดกับเบาะ ทั้งๆที่อีกฝ่ายอายุอานามก็มากกว่าเร็นตั้งหลายปีไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้เกรงกลัวเขากันนัก อาจเพราะเป็นรังสีเย็นๆและใบหน้าที่อ่านยากของเด็กหนุ่มก็เป็นได้

เห็นภาพตรงหน้าแล้วเด็กหนุ่มก็นึกขบขันอยู่ในใจ หากแต่ไม่แสดงสีหน้าออกมาก็เท่านั้น เขากระแอมทีหนึ่ง(ซึ่งมันทำให้อีกฝ่ายแทบจะสะดุ้ง)ก่อนจะเริ่มเอ่ยคำพูดออกมา

"เอาล่ะครับ คุณซาซากิ...."

"คะ ครับ!!!"

เสียงตอบรับนั้นดูหวาดผวาและตื่นเต้น ทำให้เร็นต้องเลิกคิ้วขึ้นมาด้วยความฉงน ทำตัวตื่นเต้นตกใจง่ายแบบนี้เขาควรจะวางใจอนุญาตให้ทำโปรเจคนี้ดีไหมเนี่ย?

"ผมว่าโปรเจคที่คุณนำเสนอมานั้นนับว่าสนใจมากทีเดียว"

ประโยคแรกที่เอ่ยออกมาทำใหอ้กฝ่ายโล่งใจจนเผลอตัวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แต่คำต่อมาก็แทบทำให้ซาซากิต้องหยุดกลั้นหายใจ

"แต่...ผมอยากให้คุณลองไปทำต้นแบบมานำเสนอพร้อมทั้งทดสอบให้พวกผู้บริหารทุกท่านได้ดูก่อนว่าเจ้าของสิ่งนี้จะใช้การได้ดีแค่ไหน ไม่ใช่แค่ทางทฤษฏี แต่เป็นทางการปฏิบัติเลย เข้าใจไหมครับคุณซาซากิ?"

เด็กหนุ่มหรี่ตาลงจ้องเขม็งมองใบหน้าที่ดูจะตกตะลึงกับคำเอ่ยอนุมัติกลายๆของท่านประธาน ก่อนจะรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว "คะ...ครับท่านประธาน!!!"

"งั้นก็ดีครับ คุณซาซากิ ถ้าเช่นนั้นหลังจากออกจากห้องไปผมต้องการกำหนดการที่จะนำเสนอให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ ส