[OriginalFiction]The Oath - สัญญา

posted on 28 Apr 2009 20:49 by train in Fiction

ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บบาดลึกลงไปภายใต้ผิวหนัง หิมะสีขาวบริสุทธิ์ราวกับขนนกตกโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าสีครามขุ่นดูมืดมัว ตามถนนมีร่องรอยของยางรถยนต์ที่เพิ่งจะวิ่งผ่านไปเมื่อไม่นาน แสงไฟสลัวๆของเสาไฟฟ้าที่ถูกติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆข้างถนนหนทางยังคงส่องสว่างนำทางแก่ผู้คนที่ใช้เส้นทางนั้น ควันจากปล่องไฟของแต่ละบ้านลอยหายเข้าไปในความมืดมนของยามราตรีที่มาเยือน แสงจากหลอดไฟที่ลอดผ่านออกมาจากหน้าต่างของบ้านแต่ละหลังเริ่มค่อยๆดับไปทีละดวง

ตึก ตึก ตึก

เสียงวิ่งย่ำหิมะดังมาเป็นระยะๆก่อนจะปรากฏร่างของเด็กชายคนนึงขึ้น เขาหยุดยืนหอบอยู่ใต้เสาไฟฟ้า ลมหายใจอุ่นๆพ่นออกมาเป็นไอก่อนจะถูกกลืนหายไปกับความมืดในยามราตรี เบื้องหน้าของเขาคือบ้านหลังหนึ่งที่ดูเก่าแก่และน่ากลัว ราวกับไม่มีคนอยู่มานานนับสิบปี รั้วเหล็กสีดำมีต้นไม้พันอยู่เต็มไปทั่วถูกปิดอย่างแน่นหนา ริมฝีปากของเด็กน้อยดูขาวซีดขาวเผยอปากราวกับจะพูดอะไรออกมาแต่ก่อนที่เสียงของเขาจะเล็ดลอดออกมาเขาก็หยุดยั้งมันไว้เสียก่อน เขาถอดหมวกไหมพรมที่เขาใส่ออกมาจากบ้านตั้งแต่ยามเย็นออกก่อนจะเงยหน้าเพ่งพิจารณาไปที่หน้าต่างบานหนึ่งของบ้าน ดวงตาสีเหลืองอ่อนยังคงจ้องมองเขม็งต่อไป เขาว่าถ้าเขาตาไม่ฝาดไปที่หน้าต่างนั้นมีเด็กผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขานั่งอยู่พลางมองท้องฟ้าด้วยดวงตาเศร้าสร้อย ผมสีน้ำตาลแดงของเขาบัดนี้มีหิมะติดอยู่ทั่ว

"หวา ! ! "

เขาร้องออกมาเมื่อรู้สึกถึงความเย็นก่อนจะเอื้อมมือไปปัดหิมะออกจากหัวของตนแล้วสวมหมวกไหมพรมกลับเข้าที่เดิมของมัน เด็กชายมองไปที่หน้าต่างนั้นอีกครั้ง แต่เขากลับพบแต่ความว่างเปล่า ดวงตาของเด็กชายฉายแววสงสัยก่อนจะพึมพำออกมาว่า

"วันนี้ก็เจออีกแล้วทำไมเขาถึงไม่ลงมาเล่นตอนกลางวันกับเด็กคนอื่นๆนะ รีบกลับบ้านดีกว่าเดี๋ยวโดนแม่ว่าแน่ๆเลยเรา"

เด็กชายไม่รีรอที่จะรีบสาวเท้าวิ่งกลับบ้านซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไปจากที่ๆเขาหยุดยืนสักเท่าไหร่

"หนาวจังวุ้ย"

เด็กชายพึมพำไปในขณะที่ยังคงวิ่งอยู่ไม่นานฝีเท้าของเขาก็ชะลอความเร็วลงเรื่อยๆจนหยุดลงที่หน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งไฟในบ้านยังคงเปิดไว้อยู่ เด็กชายค่อยๆย่องไปที่หน้าต่างซึ่งทำจากไม้ตามขอบมีหิมะเกาะอยู่เต็มไปหมด เด็กชายโผล่หัวขึ้นไปดูบรรยากาศภายในบ้าน สายตาของเขากวาดสอดส่องไปทั่วบ้านแต่ไม่พบแม้เงาของใคร

"ทางสะดวก รีบเข้าบ้านดีกว่าเรา"

ริมฝีปากอันขาวซีดของเด็กชายพึมพำออกมาพลางถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่เห็นแม่ของเขานั่งรออยู่ มืออันแสนบอบบางของเด็กชายเอื้อมไปบิดลูกบิดประตูสีเหลืองทองที่ติดอยู่กับตัวบานประตูทำด้วยไม้สีน้ำตาลเข้ม

บานประตูค่อยๆเปิดแง้มออกทีละนิดพร้อมกับร่างของเด็กชายที่ค่อยๆย่องเข้าบ้านไป เขาหันมองซ้ายมองขวาทีนึงก่อนจึงก้มหน้าลงถอดรองเท้าผ้าใบของเขาออก ในขณะนั้นเองเด็กชายก็เหลือบสายตาไปมองเห็นเงาของใครบางคนซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าของเขา เด็กชายหน้าซีดทันทีก่อนจะเงยหน้าขึ้นพลางร้องเรียกร่างนั้น

"ม่ะ......แม่....."

.
...
.....
........

 

"โอ๊ย!!แม่ฮะ หูผมจะยานหมดแล้วเนี่ย"

เสียงของเด็กชายร้องขึ้นในขณะที่เดินตามแม่ของตนต้อยๆ มือของผู้ที่เป็นมารดาจับใบหูของบุตรชายตัวเองไว้แน่นพลางจูงให้เด็กชายเดินตาม

"หูยานเลยก็ดี!ทีหลังจะได้หลาบจำมั่งนะเจ้าเรย์!!!"

เสียงอันเกรี้ยวกราดของผู้เป็นแม่กล่าวขึ้นก่อนจะปล่อยใบหูของเด็กชาย

"อูย....."

มืออันเล็กของเด็กชายลูบใบหูอันแดงระเรื่อของเขาพลางส่งเสียงออกมาเบาๆ

"ดูเวลาสิ มืดค่ำป่านนี้แล้วอันตรายจะตาย แม่บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วใช่มั้ยว่าให้รีบกลับบ้านก้อไม่เคยเชื่อ!แถบชานเมืองนี่มันมืดเร็วนะลูกไม่เหมือนในเมืองหรอกนะ! เอ้านี่ ดีนะที่แกกลับมาทันแม่กำลังจะทิ้งกับข้าวพอดี กินแล้วรีบๆเข้านอนซะ"

แม่ของเขาบ่นไม่หยุดปากก่อนจะยื่นจานข้าวให้เขาแสดงถึงความห่วงใยที่มีต่อลูกชายของตน

"ครับ....."

เด็กชายทำเสียงจ๋อยๆพลางรับจานข้าวมาและนั่งทานข้าวไปอย่างเงียบๆ

"แม่ครับ....ตรงบ้านหลังใหญ่นั่นมีคนอาศัยอยู่ด้วยเหรอครับ?"

เด็กชายทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวจึงเอ่ยปากถามมารดาของตนออกไป

"ไม่มีหรอกมั้งลูกมันดูออกจะรกร้างขนาดนั้นคงไม่มีใครอาศัยอยู่หรอก"

เธอพูดในขณะที่ยังคงล้างจานอยู่ จานกระทบกันเสียงดังกริ๊กๆเป็นช่วง เด็กชายจึงก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อไปพลางทำหน้าราวกับคิดอะไรบางอย่างอยู่......

.
...
.....
.........

แม้ขณะนี้จะเป็นเวลาเช้าแล้วแต่หิมะยังคงโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ถนนภายนอกถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ เท้าของเด็กชายก้าวไปตามทางเพื่อไปยังบ้านที่เขาหยุดยืนเมื่อวาน เด็กชายตัดสินใจแล้วว่าถึงยังไงวันนี้เขาก็ต้องเข้าไปสำรวจดูบ้านหลังนี้ให้ได้ เท้าเล็กๆของเด็กชายเดินย่ำหิมะไปรอบๆตัวบ้านเพื่อจะหาทางเข้าไปในบ้าน

"อ๊ะ!? นั่นไงๆ"

สายตาของเด็กชายไปสะดุดกับรูบนกำแพงเล็กๆที่พอที่ตัวของเขาจะลอดเข้าไปได้ เด็กชายมองซ้ายมองขวาแล้วมุดเข้าไปทันที

"เอาละต่อไปก็......หวังว่ามันคงไม่ล็อคนะ"

หลังจากที่เด็กชายมุดเข้ามาได้แล้วเขาก็พึมพัมกับตัวเองพลางจ้องมองไปที่ประตูบานใหญ่สีน้ำตาลเข้ม ดูขลังยิ่งนัก เด็กชายกลืนน้ำลายดังเอื๊อกพลางเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูสีทองเหลืองก่อนจะออกแรงหมุน

"ไม่ได้ล็อคแต่ฝืดจังเลย ฮึบ!" เด็กชายออกแรงบิดอีก

แกร๊ก!

เสียงของบานประตูถูกเปิดออกราวกับเป็นเสียงที่ดังมาจากสวรรค์ทีเดียว

รองเท้าผ้าใบสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้าไปในตัวบ้าน ภายในตัวบ้านเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะที่จับอยู่ตามข้าวของต่างๆและพื้น

"อึ๋ย~"

เด็กชายมองไปตามที่ต่างๆซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นพลางส่งเสียงแสดงความขยะแขยงออกมา เท้าเล็กๆของเด็กชายค่อยๆสาวเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า พร้อมกับที่นำมือเล็กๆข้างซ้ายของตนเองขึ้นมาปิดจมูกไว้กันฝุ่นเข้าจมูก

"ใครน่ะ!"

เสียงโทนแหลมของใครบางคนดังขึ้นทำให้เรย์ถึงกับสะดุ้งเฮือก นัยน์ตาสีเหลืองอ่อนเหลือบมองไปทางบันไดอันเป็นต้นเสียงของใครสักคน

ร่างของเด็กผู้ชายคนนึงในชุดนอนสีฟ้า อายุไล่เลี่ยกับเรย์กำลังยืนจ้องมองเขาอยู่ด้วยสายตาที่ดูสงสัย

"คุณเป็นใคร?" เด็กชายแปลกหน้าเอ่ยถามเรย์อีกครั้ง

"เอ่อคือผม....ผมอยู่บ้านที่ถัดจากบ้านหลังนี้ไป 2 หลังน่ะฮะ ผมชื่อ เรย์ แล้วนาย...?"

เรย์อธิบายพลางทิ้งช่วงเอาไว้เป็นเชิงถามว่าเขาคือใคร

"แค่ก...ผมเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ครับ....แค่กๆ...ผมชื่อ ราเชล "

เด็กชายผมสีน้ำตาลเข้มเริ่มไอค่อกแค่ก มือเล็กๆยกขึ้นมาป้องปากในขณะที่อีกมือจับอยู่ที่ราวบันได เรย์สาวเท้าเข้าไปหาราเชลอย่างรวดเร็ว

"ใส่ชุดนอนบางๆแบบนี้ทั้งที่อากาศหนาวเดี๋ยวก็ไม่สบายหนักหรอก"

ราเชลตกใจนิดหน่อยเมื่อเห็นเด็กชายที่เพิ่งจะรู้จักกันเดินเข้ามาหาพร้อมกับทำท่าจะถอดเสื้อกันหนาวมาคลุมให้เขา ร่างเล็กๆนั้นรีบหลบหลีกในทันใดพลางกล่าวอย่างเกรงใจว่า

"ไม่เป็นไรหรอก แค่ก... ผมชินแล้ว"

"เอางั้นเหรอ"

เรย์ถามก่อนจะสวมเสื้อกันหนาวกลับคืนดังเดิมเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้า

"ไปที่ห้องผมก่อนแล้วกันนะ ที่นี่ไม่เหมาะจะคุยกันหรอก"

เจ้าของบ้านว่าพลางหันหลังกลับเดินนำหน้าอาคันตุกะขึ้นบันไม้ไป ซึ่งมันดูเก่าราวกับว่าพร้อมจะพังลงมาได้ทุกเมื่อทำให้ผู้มาเยือนลังเลที่จะก้าวเดินตามขึ้นไป แต่เมื่อทำใจได้เด็กชายตัวน้อยก็ค่อยๆเดินตามขึ้นไปอย่างระมัดระวัง

.
...
.....
.........

 

"เชิญเลย"

สิ้นคำเชิญ เจ้าของบ้านร่างเล็กก็เปิดประตูออกกว้างให้เห็นถึงห้องนอนอันโอ่โถงดูใหญ่โตเกินกว่าจะเป็นของเด็กตัวเล็กๆ เตียงนอนสี่เสาขนาดมหึมาไม่สมส่วนกับตัวเจ้าของเลยแม้แต่น้อยถูกตั้งไว้ตรงกลางห้อง เตาผิงถูกจุดไฟไว้เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ผู้อาศัย พื้นไม้สีน้ำตาลเข้มปูไว้ด้วยพรมสีแดงเลือดหมู และมีเก้าอี้บุนวมสีแดง 2 ตัววางหันหน้าเข้าหากันอยู่ข้างๆเตาผิง ตรงกลางระหว่างเก้าอี้มีโต๊ะไม้ตั้งอยู่พร้อมกับชุดน้ำชาซึ่งส่งไอกรุ่นๆออกมาบ่งบอกว่ามันยังคงร้อนอยู่

"โอ้โห....."

เสียงแสดงความตกตะลึงดังออกมาจากปากของเรย์ เด็กชายเอื้อมมือไปถอดหมวกไหมพรมออกเผยให้เห็นเส้นผมสีน้ำตาลแดง นัยน์ตาสีเหลืองอ่อนกวาดมองไปรอบๆห้องอย่างทึ่งๆ

"มานั่งคุยกันตรงนี้สิเรย์"

ราเชลเอ่ยปากชวนเมื่อเห็นว่าท่าทางแขกของเขาคงจะไม่มานั่งแน่ถ้าเขาไม่เอ่ยชวน เจ้าของชื่อหันมาพยักหน้าน้อยๆก่อนจะเดินไปนั่งยังเก้าอี้บุนวมตัวโตที่วางอยู่ด้านตรงกันข้ามกับตัวที่ราเชลนั่ง

"ทำไมนายถึงอยู่ที่นี่คนเดียวล่ะ?"

เด็กชายเอ่ยถามอย่างไม่รีรอ นัยน์ตาสีเหลืองอ่อนจับจ้องไปยังใบหน้าที่ขาวซีดของคู่สนทนาราวกับจะคาดคั้นคำตอบให้ได้รวดเร็วที่สุด ราเชลสบสายตาแว่บหนึ่งกับเรย์ก่อนจะกล่าวออกมา

"ก็ไม่เชิงอยู่คนเดียวนะ ยังมีคุณโรเบิร์ตพ่อบ้านคอยดูแลผมอีกคนน่ะแต่คิดว่าตอนนี้เค้าคงนอนไปแล้วล่ะเพราะเค้าแก่มากแล้ว ส่วนครอบครัวของผมน่ะ ทุกคนเสียไปหมดแล้ว"

มือเล็กๆของเรย์ที่กำลังรินนมใส่ถ้วยชาชะงักทันทีเมื่อประโยคจบลง เด็กชายผมสีน้ำตาลเข้มก้มหน้าลงต่ำก่อนจะยิ้มออกมาแบบเศร้าๆ

"เอ่อ...ขอโทษนะที่ผม......"

"ไม่เป็นไร..."

ราเชลว่าพลางส่งรอยยิ้มที่ดูเศร้าๆมาให้อีกฝ่ายก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นด้วยมือทั้งสองข้างแล้วจิบก่อนจะนิ่วหน้าออกมาเมื่อพบว่ามันยังร้อนเกินไป

"ทำไมนายถึงไม่ออกไปเล่นข้างนอกล่ะ? ถ้าไม่มีเพื่อนก็ไปกับผมสิแล้วจะแนะนำนายให้เพื่อนๆคนอื่นรู้จักนะ"

เด็กชายเจ้าของผมสีน้ำตาลแดงเอ่ยชักชวน ก่อนจะส่งรอยยิ้มที่ดูสดใสไปให้คู่สนทนา แต่อีกฝ่ายก็ทำได้เพียงส่ายหน้าไปมาเท่านั้น

"ไม่ได้หรอก ผมเป็นโรคหัวใจน่ะ โรเบิร์ตบอกว่าถ้าออกไปอาการของผมอาจจะกำเริบก็ได้"

"แย่จัง... อย่างนี้นายก็เหงาแย่น่ะสิ..."

เรย์ครางออกมาก่อนจะทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะร้องออกมาเสียงดัง

"งั้นเอาอย่างงี้แล้วกันนะราเชล ผมจะมาเล่นกับนายทุกวันแทนแล้วกัน เล่นกันที่นี่แหละ"

"จริงเหรอ? เรย์จะมาเล่นกับผมเหรอ?"

เด็กชายในชุดนอนเอ่ยถาม ดวงตาสีเดียวกับผมเบิกออกกว้างฉายแววความดีใจออกมาอย่างปิดไม่มิด เรย์ยิ้มแฉ่งพลางพยักหน้าก่อนจะกล่าวสำทับว่า

"จริงสิ ลูกผู้ชายไม่คืนคำหรอก สัญญาเลยเอ้า!"

ราเชลลอบหัวเราะขำในท่าทางที่เด็กชายเบื้องหน้าทำท่าตีอกตนเองเบาๆเป็นเชิงยืนยันให้เขามั่นใจ

"อา...นี่ก็ดึกแล้ว แย่แล้วๆแม่ว่าอีกแน่เลย"

เมื่อเรย์หันไปเห็นนาฬิกาเรือนใหญ่ซึ่งวางตั้งอยู่ติดกับผนังห้องบอกเวลาว่าดึกพอพอสมควรแล้วก็ต้องครางออกมาเมื่อคิดถึงสีหน้าของแม่เขาที่จะต้องโมโหอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยงแน่นอน เด็กชายจึงรีบกระโดดลงจากเก้าอี้บุนวมในทันที

"ผมไปก่อนนะราเชล พรุ่งนี้จะมาหาใหม่นะเวลาสัก 4 โมงเย็นน่ะ"

เขาหันมาโบกมือเร็วๆพอเป็นพิธีให้อีกฝ่ายซึ่งยังนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมอีกตัวแล้วรีบวิ่งลงไปยังชั้นล่างเพื่อจะออกไปจากบ้านหลังนี้

นัยน์ตาสีรัตติกาลมองฝ่าความมืดมิดยามราตรีออกไปข้างนอกหน้าต่างเพื่อเป็นการส่งลาเพื่อนใหม่ของเขา ราเชลนิ้มน้อยๆที่มุมปากเมื่อเห็นอีกฝ่ายโบกมือหย็อยๆกลับมาให้เขาก่อนที่จะออกวิ่งเพื่อกลับบ้าน เด็กชายมองตามแผ่นหลังเล็กๆนั่นไปจนลับตา.....

.
...
.....
.........

"นี่ราเชล!? มัวเหม่ออะไรอยู่ ฟังที่ชั้นพูดอยู่หรือเปล่า!?"

เสียงของใครบางคนกระตุกให้เจ้าของชื่อซึ่งนั่งเหม่ออยู่กลับมาอยู่กับปัจจุบันสักที

"อ๊ะ....เอ่อ...ขอโทษทีเรย์ เราไม่ทันฟังน่ะ....."

เด็กหนุ่มกล่าวขอโทษพลางส่งยิ้มแหยๆไปให้อีกฝ่าย คิ้วเรียวของอีกฝ่ายเริ่มมุ่นเข้าหากันด้วยความขุ่นใจน้อยๆ

"นายนี่นะ!? อย่างนี้ทุกที อย่างคราวก่อนก็....."

เมื่ออีกฝ่ายเริ่มร่ายยาว ราเชลก็ลอบมองใบหน้าของเรย์ซึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิม....ไม่ว่าจะเป็นความสูง ความยาวของเส้นผม หรือน้ำเสียงที่เริ่มแปรเปลี่ยนไปตามวัย แต่สิ่งที่เรย์ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็คือรอยยิ้มและดวงตาซึ่งเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและใสซื่อ

ราเชลรู้สึกเป็นสุขทุกครั้งที่ได้จ้องมองดวงตาเหลืองอ่อนของอีกฝ่าย เนื่องจากดวงตานั้นไม่เคยมีแววของความอาฆาตมาดร้ายแก่เขาเลย จะมีก็แต่ความอบอุ่นจริงใจเท่านั้น

ใช่แล้ว นับจากวันนั้นทั้งคู่ก็นัดมาเล่นกันทุกวัน เรย์ไม่เคยผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเขาแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่คบหาเป็นเพื่อนกันมา ทั้งคู่ใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ หรือนั่งคุยกัน (ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเรย์จะเป็นคนพูดเสียมากกว่า ส่วนราเชลก็จะนั่งฟังเหตุการณ์ที่เรย์หยิบยกมาเล่าในแต่ละวัน) เสียเป็นส่วนใหญ่

"พอๆเรย์ ไม่ต้องร่ายยาวขนาดนั้นก็ได้ เราขอโทษน่า! ว่าแต่ตะกี้นายพูดถึงอะไรอยู่เ